บริษัทอินเทลคอร์ ปอเรชันมีการเปิดตัว อินเทล™ วี โปร™ เทคโนโลยี รุ่นที่สาม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีการปรับปรุงในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยให้ดี ขึ้น รวมทั้งลดเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบได้ ด้วย คุณสมบัติที่ทำให้พีซีเสมือนกับคิดและทำงานได้ด้วยตนเอง อินเทล วีโปร เทคโนโลยีรุ่นใหม่สำหรับพีซียังสามารถรองรับการพัฒนารูปแบบและผลิตภัณฑ์ เพื่อการทำงานเสมืองจริงใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการขององค์กรขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อีกด้วย
อินเทล™ วี โปร™ เทคโนโลยี (เดิมใช้ชื่อ รหัสว่า McCreary) รุ่นใหม่เป็นการรวมเอา ประสิทธิภาพในด้านการประหยัดพลังงานของ อินเทล™ คอร์™2 ดูโอ โปรเซสเซอร์ หรือ อินเทล™ คอร์™2 คว๊อด โปรเซสเซอร์ เข้ากับชิปเซ็ต อินเทล™ Q45 เอ็กซ์เพรส ชิปเซ็ต และ อินเทล™ 82567LM กิกะ บิต เน็ตเวิร์ค คอนเนคชั่นที่มาพร้อมกับ เทคโนโลยี อินเทล™ แอคทีฟ แมเนจเมนท์ 5.0 อีกด้วย
ท่ามกลางหลากหลาย นวัตกรรมทันสมัยที่คิดค้นมาเพื่อรองรับการทำงานของธุรกิจ เทคโนโลยีเวอร์ชั่นปี 2551 นี้จัดเป็นครั้งแรกที่ช่วยให้แผนกไอทีขององค์กรต่างๆ สามารถขยายขอบเขตการบริหารและปกป้องพีซีได้มากกว่าขอบเขตไฟร์วอลล์ในองค์กร ได้ ด้วย คุณสมบัติ Remote Alert ตัวใหม่ จะทำให้พีซีที่มีอาการผิดปกติ (แม้ในขณะที่เครื่องปิดอยู่) ซึ่งอาจเป็นอาการที่นอกขอบเขตที่กำหนดเอาไว้สามารถ “แจ้ง” ไปยังแผนกไอทีเพื่อขอความช่วยด้วยตนเองได้
นอกจากนั้นการใช้ คุณสมบัติใหม่อีกประการหนึ่งคือ Remote Scheduled Maintenance จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบไอที สามารถตั้งโปรแกรมให้พีซีทำการอัพเดทเครื่องเป็นประจำได้ โดยที่พีซีเหล่านี้จะเชื่อมต่อไปยังโปรแกรมบริหารระบบไอทีเพื่อ ตรวจเช็คสภาพของเครื่องโดยอัตโนมัติ ในขณะที่คุณสมบัติใหม่ที่ชื่อ Fast Call for Help จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถขอความช่วยเหลือใน ทันที ผ่านการเชื่อมต่อแบบ out-of-band โดยการคลิก ที่คีย์บอร์ดตามคำสั่ง ซึ่งสามารถทำได้ถึงแม้ในขณะที่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำงานได้เลย โดยอาจจะเกิดจากระบบปฏิบัติการหรือฮาร์ดไดร์ฟเสียก็ตาม
เกรกอรี ไบรอันท์ รองประธานและผู้จัดการทั่วไปแผนกดิจิตอลออฟฟิศ ของอินเทลกล่าวว่า “อินเทล วีโปร เทคโนโลยี จัดเป็นโซลูชั่นที่จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายทั้งอุตสาหกรรมไอทีและ อุตสาหกรรมไฮเทค และในทุกๆ ปี เราได้เปิดตัวนวัตกรรมที่เข้ามาแก้ปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดในโลกไอทีได้เสมอ และในปี 2551 นี้ อินเทล วีโปร เทคโนโลยีจะยังคงช่วยลดภาระของแผนกไอทีต่อไป โดยการ ปรับเปลี่ยนให้การซ่อมแซมและดูแลระบบกลายเป็นงานอัตโนมัติ ที่ไม่เพียงจะช่วยให้ผู้ดูแลฝ่ายไอทีสามารถประหยัดเวลาได้แล้ว ยังช่วยให้เครื่องสามารถอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
นอกจากนั้นในปี 2551 นี้ อินเทลยังได้ปรับปรุงในเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยโดยการเพิ่มคุณสมบัติ ใหม่อีก 2 ชนิดเข้าไป คุณสมบัติที่ชื่อ Access Monitor จะทำการบันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบอย่างครบถ้วนและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเท่ากับเป็นการป้องกันปัญหาช่องโหว่เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยภายในได้ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การเพิ่มโซลูชั่น ใหม่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
นี่เป็นครั้งแรกที่ อินเทลได้พัฒนาให้อินเทลวีโปรเทคโนโลยี ให้มีคุณสมบัติที่เหมาะกับความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กได้ เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กอาจไม่มีผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อย่าง ลึกซึ้งเป็นผู้ดูแลระบบ ดังนั้นอินเทลจึงได้พัฒนา อินเทล™ ไอทีไดเรกทอรี (Intel® IT Director) ขึ้นมาสำหรับบริษัทที่มีโน้ตบุ๊กหรือพีซีต่ำกว่า 25 เครื่อง ซึ่งจะเป็นหน้าจอ ”สรุป” ที่ ใช้งานง่าย เพื่อแสดงตัวแปรสำคัญๆ ของระบบและตัวแปรเกี่ยวกับสถานภาพของเครื่องที่กำหนดเอาไว้ และมีคุณสมบัติป้องกันการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ USB ที่ มีความเสี่ยง และมีคุณสมบัติสำรองข้อมูลสำหรับให้ผู้ใช้ยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ ฮาร์ดไดร์ฟเกิดเสียขึ้นมาก็ตาม
สำหรับบริษัทขนาด เล็กที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับพีซีเป็นประจำ อินเทลได้ พัฒนา Intel® Remote PC Assist Technology ที่ทำการเชื่อมต่อบริษัทเหล่านี้กับบริษัทผู้ให้บริการ ที่จะให้ความช่วยเหลือได้ในเวลาที่ผู้ใช้กดปุ่มตามคำสั่ง ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมต่อแล้ว บริษัทผู้ ให้บริการสามารถใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติเรื่อง out-of-band ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบบริหารของวีโปรเทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหาจากทางไกลได้ โดยเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้บริษัทผู้ให้บริหารสามารถให้บริการที่ดีขึ้นแก่ ลูกค้า ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเข้าถึง ลูกค้าได้อย่างกว้างขวางกว่าเดิม ซึ่งในช่วงแรกนี้ เทคโนโลยีนี้จะมีการเริ่มใช้ในประเทศในกลุ่มทวีปอเมริกาเหนือเป็นลำดับแรก
นอกจากนั้นอินเทล ยังได้เปิดตัวเมนบอร์ดรุ่นใหม่สองรุ่นที่รองรับคุณสมบัติต่างๆของ อินเทล วีโปร เทคโนโลยีนี้ เมนบอร์ด ทั้งสองรุ่นี้จะมีการวางจำหน่ายจากตัวแทนจำหน่ายของอินเทล โดยรุ่น Intel® Desktop Board DQ45CB สำหรับพีซีขนาดมาตรฐานและ Intel® Desktop Board DQ45EK สำหรับเครื่องที่มี ขนาดเล็ก
การสร้างโมเดลการ ประมวลผลแบบใหม่ที่ปลอดภัยมากขึ้นและบริหารได้ดีขึ้น
แผนกไอทีขององค์กร ต่างๆ กำลังมองหาเทคโนโลยีชนิดใหม่ๆ เพื่อเอาไว้จัดสรรแอพพลิเคชันอยู่ เพื่อ เสริมในด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่มั่นคงยิ่งขึ้น มี ระบบบริหารที่ดีขึ้น และลดมูลค่าโดยรวมของการเป็น เจ้าของระบบ ด้วยเหตุนี้อินเทลจะได้พัฒนาเทคโนโลยี Dynamic Virtual Client (หรือDVC) ขึ้น มา สำหรับโมเดลการประมวลผลกลุ่มใหม่นี้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถทำงานร่วมกับอินเทลวีโปร เทคโนโลยี เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยและการบริหารเอาไว้ที่ เซิร์ฟเวอร์ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลาง แต่สามารถส่ง แอพพลิเคชันตามความต้องการไปยังพีซีและโน้ตบุ๊กที่กำลังทำงานอยู่ การทำงานในลักษณะนี้ของ DVC จะช่วยให้ผู้ใช้ทำงาน ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การบริหาร ระบบไอทีและระบบรักษาความปลอดภัยสามารถทำได้ง่ายขึ้น โดยแตกต่างจากโมเดล thin-client ตรงที่ DVC ไม่ได้สร้างภาระต่อ ศูนย์ข้อมูลแต่อย่างใด โดยเร็ว ๆ นี้บริษัทซิทริกซ์ เลอโนโว และไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์และโปรแกรมที่เกี่ยวกับ DVC ที่สามารถใช้จุดเด่นของเทคโนโลยี อินเทล วีโปร ออกสู่ตลาดแล้ว
บทความดี ๆ จาก :
http://www.quickpcextreme.com/blog/archives/1253